WireGuard คืออะไร

WireGuard คืออะไร

WireGuard คืออะไร หลายคนคงมีข้อสงสัย และมีการตั้งคำถามว่า WireGuard คืออะไรและทำไมทุกคนถึงใช้มัน สำหรับ VPN ซึ่งจะเห็นว่าเป็นประโยคที่หลาย ๆ คนกำลังสงสัยอยู่ไม่น้อยกันเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่า โปรโตคอลที่มีอยู่จะทำงานได้ดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ต้องใช้พลังในการประมวลผลเล็กน้อยในการเข้ารหัส ของข้อมูลที่ส่งอยู่ดี ซึ้อข้อมูลที่ส่งนั้นจะเป็นข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน และเซิร์ฟเวอร์ VPN และนี่คือสิ่งที่ทำให้การเชื่อมต่อของผู้ใช้งาน ต้องทำงานช้ากว่าเวลาที่ผู้ใช้ไม่ได้ใช้ VPN นั่นเอง

โดย WireGuard เป็นโปรโตคอลใหม่ ที่มีการเปิดตัวขึ้นในเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งเข้ารหัสของข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกับ คือ IPsec, OpenVPN และอื่น ๆ สำหรับความแตกต่างที่สำคัญ ก็คือ มันจะสามารถทำงานใน ‘เคอร์เนล’ ของระบบปฏิบัติการ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับฮาร์ดแวร์ มากกว่าแอพทั่วไป

ซึ่งเป็นเหตุผลหลัก ที่ทำให้เข้ารหัส และถอดรหัสข้อมูลได้เร็วขึ้น และได้รับการเพิ่มลงในเคอร์เนล Linux เมื่อต้นปีนี้ ซึ่งหมายความว่า ผู้ให้บริการ VPN นั้น จะสามารถอัปเดตเซิร์ฟเวอร์ของตนได้ อย่างง่ายดาย (แทบทั้งหมดใช้ Linux) ด้วยความสามารถของ WireGuard

  • WireGuard เป็นโปรโตคอลการเข้ารหัสใหม่
  • รหัสโอเพนซอร์สที่เรียบง่าย
  • ต้องใช้พลังในการประมวลผลน้อยที่สุด
  • สามารถรับมือกับการสลับระหว่าง Wi-Fi และข้อมูลมือถือ
  • แบตเตอรี่หมดน้อยลง
  • ไม่ทิ้งการเชื่อมต่อ VPN

ซึ่งจะเห็นว่า ก็มีข้อดีอื่น ๆ อีกมากมาย ของวิธีนี้เช่นกัน โดยเราจะมาสรุปให้เข้าใจงาน ดังนี้ ประการแรกก็คือ จะมีความปลอดภัยมากกว่า และมีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลลดลง หรือน้องลงนั่นเอง และยังดีกว่า ซึ่งมันต้องการพลังงานในการประมวลผลน้อยกว่า ดังนั้น จึงสามารถทำงานบนฮาร์ดแวร์ ที่ใช้พลังงานต่ำ และไม่ใช้พลังงานแบตเตอรี่มากนัก ซึ่งถือเป็นโบนัสสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์ และแล็ปท็อป

และทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผลที่ดีในการนำโปรโตคอลมาใช้กับ VPN เนื่องจาก เป็นโอเพ่นซอร์ส ดังนั้น จึงสามารถใช้งานได้ฟรี นอกจากนี้ แม้ว่าจะเปิดตัวครั้งแรกสำหรับ Linux แต่ตอนนี้ สามารถใช้งานได้กับ Windows, macOS, Android และ iOS ได้อีกเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า WireGuard จะฟังดูสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ใช้ VPN แต่ก็มักมีปัญหาอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย เนื่องจาก ผู้ใช้แต่ละราย ได้รับการกำหนดที่อยู่ IP แบบคงที่บนเซิร์ฟเวอร์ จึงมีความเป็นไปได้ที่ใครบางคนจะจับคู่สิ่งนี้ กับบันทึกจากผู้ให้บริการ VPN (ไม่ว่าจะโดยการขโมย หรือผ่านการร้องขอข้อมูลของรัฐบาล) และค้นหาตัวตนที่แท้จริงของผู้ใช้นั้นก็ตาม

จะเห็นได้ชัดเจนว่า การขาดการเปิดเผยตัวตนนี้ ไม่ดีสำหรับการบริการ VPN ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ NordVPN, StrongVPN และ บริษัท อื่น ๆ ต้องพัฒนาโปรโตคอลเวอร์ชันของตนเอง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดนี้ เพื่อให้แน่ใจว่ าผู้ใช้จะไม่เปิดเผยตัวตนนั่นเอง

ซึ่งข้อได้เปรียบข้อสุดท้าย ก็คือ ความสามารถของ WireGuard ในการจัดการ ‘โรมมิ่ง’ ดังนั้น เมื่อโทรศัพท์ของผู้ใช้งาน ย้ายจากการเชื่อมต่อ Wi-Fi ไปยังข้อมูลมือถือ ซึ่งการเชื่อมต่อ VPN ของผู้ใช้ จะยังคงเหมือนเดิม และในการทดสอบ WireGuard ได้พิสูจน์แล้วว่า มีโอกาสตกน้อยกว่ามาก

WireGuard คืออะไร

WireGuard เร็วแค่ไหน

สำหรับการทดสอบของ NordVPN นั้น จะพบว่า ความเร็ว จะมีความเร็วกว่า โปรโตคอลรุ่นเก่า ๆ ถึงสองเท่าเลยทีเดียว แต่เมื่อเซิร์ฟเวอร์ของ VPN ได้อยู่ใกล้กับตำแหน่งทางกายภาพของผู้ใช้งาน หรือสามารถกล่าวอีกนัยหนึ่งนั้นก็คือ ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์จากความเร็วสูงสุด เมื่อมีการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ใกล้ที่สุดนั่นเอง (ยิ่งใกล้ยิ่งเร็ว ยิ่งห่างยิ่งช้า)

หากผู้ใช้ต้องการเลือกเซิร์ฟเวอร์ในประเทศที่ห่างไกล เพื่อปลดบล็อกเนื้อหาที่อยู่ที่นั่น (เช่น การสตรีมวิดีโอ หรือเว็บไซต์) ผู้ใช้จะไม่สังเกตเห็นประโยชน์มากนัก เนื่องจาก ระยะทางกายภาพจะเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าในด้านความเร็ว

แต่อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว ในขั้นตอนแรกผู้ใช้อาจไม่สังเกตเห็นความเร็วที่เพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันซึ่งโปรโตคอลรุ่นเก่า จะชะลอการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ช้าลง แล้วด้วย WireGuard ผู้ใช้ไม่ควรสังเกตเห็นการชะลอตัวใด ๆ เลย ซึ่งหมายความว่า ผู้ใช้สามารถปล่อยให้ VPN เชื่อมต่อได้ตลอดเวลา

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม